วันพุธที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เล่าเรื่องอย่างไง...ให้เกิดอารมณ์ ? !!!

คนในแวดวงอาชีพครูอาจารย์ วิทยากร และที่ปรึกษาด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์  มักจะต้องมีและใช้ทักษะการสื่อสารต่าง ๆ ในการถ่ายทอดความรู้ และดึงความรู้จากผู้เรียนออกมาแชร์ มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน
ทักษะหนึ่งซึงใช้กันอยู่เป็นประจำตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน นั่นคือ การพูดเล่าเรื่อง หรือ Story Telling  บางคนก็เรียกว่า เรื่องเล่าเร้าพลัง ใครได้ฟังแล้วมีกำลังใจ เกิดแรงบันดาลใจ ได้พลัง กระตุ้นให้ผู้ฟังได้แง่คิดดี ๆ ได้เทคนิคใหม่ ๆ เอาไปใช้ในการทำงานได้ด้วย
ผมก็เป็นหนึ่งในจำนวนวิทยากรช่างเล่า เล่าได้เล่าดี เล่าเรื่องนั้นบอกเรื่องนี้ให้ลูกศิษย์ฟังอยู่เสมอ ๆ
เรื่องที่ผมเล่าแล้วเวิร์ค หรือได้ผลมักจะมีลักษณะเด่น ๆ อย่าง ดังนี้
1) ... เป็นเรื่องจริง ที่ผมประสบมาด้วยตัวเอง ทั้งเรื่องที่เคยทำสำเร็จ และเรื่องที่เคยล้มเหลวผิดพลาด เรื่องเหล่านั้นมักมีแง่คิดและให้บทเรียนสอนใจกับตัวผมเอง
2) ... ขนาดสั้น ๆ เล่าไม่เกิน 3-5 นาที ก็จบ
3) ... เล่าเรื่องคนใกล้ตัว เช่น ลูก ภรรยา เพื่อนสนิท เรียกว่าเม้าธ์เรื่องคนในครอบครัวและญาติสนิทมิตรสหาย เพราะได้อรรถรส เจอกันอยู่ทุกวัน ติดต่อกันอยู่บ่อย ๆปลอดภัยดี ไม่ถูกฟ้องร้องแน่นอน
4) ... หลากหลายรสชาติ มีทั้งเรื่องเครียดจริงจัง ธรรมะ กีฬา งานอดิเรก ท่องเที่ยว อาหารการกิน สลับเรื่องเล่าไปมา ไม่ยึดกับเรื่องสไตล์ใดสไตล์หนึ่ง
5) ... ใส่อารมณ์ให้ตรงกับเนื้อหา เศร้าเป็นเศร้า สนุกเป็นสนุก สีหน้า แววตา น้ำเสียง และท่าทาง ต้องสอดคล้องกับโทนของเรื่อง 
แต่ถ้าอยากได้ แนวคิดหลักการ และเทคนิคการเล่าเรื่อง แบบอื่น ๆ  เพื่อใช้ในการสอนหนังสือ ผมอยากแนะนำให้ไปอ่านหนังสือชื่อ “Tales for Trainers”เขียนโดย Margaret Parkin
 
หนังสือเล่มนี้พูดถึงการใช้เทคนิคการเล่าเรื่อง เป็นเครื่องมือของวิทยากรฝึกอบรม รูปแบบการเล่า รวมทั้งโครงสร้างการเล่าเรื่อง และการใชัอุปมาอุปมัยเปรียบเทียบ ให้เรื่องที่เล่ามีความน่าสนใจมากขึ้น   
ตอนท้ายของหนังสือยังมีตัวอย่างเรื่องเล่า พร้อมทั้งการสรุปประเด็นการเรียนรู้จากแต่ละเรื่องไว้ด้วย (มีตัวอย่างทั้งหมด 50 เรื่อง)
เรียกว่า นอกจากจะให้หลักการและเทคนิคการเล่าเรื่องแล้ว หนังสือเล่มนี้ยังมีตัวอย่างให้เราได้ศึกษา หรือจะนำไปใช้ หรือจะประยุกต์ให้เข้ากับคนไทยก็สามารถทำได้
หากใครสนใจเทคนิคการเล่าเรื่องให้ผู้ฟังเกิดอารมณ์อยากเรียนรู้ อยากติดตามสิ่งที่ท่านเล่า ตลอดจนได้แง่คิดที่เป็นประโยชน์ ก็ลองไปหาหนังสือเล่มนี้มาอ่านดูนะครับ


เครดิต:Pro.Trainer

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น